ภาพถ่ายบรมครูอาจารย์ หนู โตมร (บุญนาค)

บรมครูอาจารย์ หนู โตมร (บุญนาค)
   ท่านมีชื่อเล่นว่า (หนู)) ท่านเป็นบุตรของพระยาชัยสุรินทร์ สำนักท่านจะอยู่แถวสามเสน ท่านจะมีทั้งวิชาสายแขก และสายไทย ครูหนูท่านเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ และจะออกดุๆ เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เมตตาสูงใครมาหา มาขออะไรท่านก็ให้ ไม่ต้องมีค่าครูอะไร แต่บางอย่างถ้าตามตำราให้เก็บค่าครูเช่นหกสลึงท่านก็เก็บ แต่ใครไม่มีท่านก็เอาเงินท่านใส่พานให้เอง ใครถือดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาท่านก็บอกให้เอาไปไหว้พระ ใครอยากจะทำบุญท่านก็บอกให้เอาไปหยอดในตู้ ตู้จะเปิดปีละหนเดียวคือวันไหว้ครู เพื่อให้นำเงินไปซื้อข้าวของมาไหว้ครู 
 

    ลูกศิษย์ลูกหาตกงานนอนอยู่บนสำนัก ถ้าอยู่สักห้าคน เช้ามาท่านก็จะวางเงินไว้ให้ห้ากอง กองละห้าบาท บุหรี่กรุงทองหนึ่งซอง โดยที่ท่านไม่ได้พูดอะไร ลูกศิษย์ก็เป็นอันรู้กันว่าครูท่านให้ ซึ่งท่านเป็นครูรุ่นเก่าที่มีชื่อเสียง สำนักท่านโดยมากสำนักสักอื่นจะรู้จักว่าสำนักนี้ขึ้นชื่อราชสีห์เผ่นครูหนูท่านเป็นบุตรของพระยาชัยสุรินทร์ ผู้อำนวยการกองสลากฯ และท่านยังเป็นหลานของเจ้าจอมมารดาเอี่ยม ซึ่งเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕

   สำนักท่านก็จะอยู่บริเวณตำหนักเจ้าจอมมารดาเอียม ย่านสามเสน ท่านเรียนวิชาทั้งสายไทย และสายแขก สายแขกท่านก็ได้วิชามาจากท่านเปาะอินดาซามา เปาะอารียา สายไทยท่านก็ได้วิชามาจากหลวงปู่ตันวัดโตนด จังหวัดสระบุรี 
 
   ตอนหลังท่านเรียนวิชากับหลวงปู่ตันหมดสิ้นแล้ว หลวงปู่ตันท่านก็เขียนจดหมายให้ครูหนูถือมาหา อาจารย์แก้ว คำวิบูลย์ ( ศิษย์ฆราวาสในสายหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ) เมื่ออาจารย์แก้วได้อ่านจดหมายก็น้ำตาไหล และยินยอมให้ครูหนูได้ศึกษาวิชากับอาจารย์แก้ว คำวิบูลย์  โดยที่ตัวครูหนูท่านก็ยังไม่ทราบว่าจดหมายข้างในนั้นเขียนว่าอะไร
 
    ส่วนมากวิชาที่เรียนทางสายอาจารย์แก้ว คำวิบูลย์ นั้นก็จะเป็นวิชาทุกด้านทั้งเมตตามหานิยม ตำราที่จดไว้ก็จะเป็นพวกคาถาคงกระพันชาตรี คาถาซาวข้าว คาถาตบหมอนและต่างๆ ฯลฯ อีกมากมาย นอกจากนี้ท่านยังเป็นลูกศิษย์พ่อเอม อยู่สถาพร
 
 
 
   
อาจารย์โจร หรือ พ่อของเสือสมัยนักเลงครองเมือง สมัยก่อนยุคปี2500 ต้นๆ ท่านเคยถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมพร้อมลูกศิษย์ ขึ้นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้าหนึ่ง ว่าเป็นครูโจร ครูเสือร้าย เพราะลูกศิษย์ลูกหาโดยมากก็จะมีแต่พวกเชิงนักเลงทั้งนั้น ขณะถูกจับลูกศิษย์ก็ได้สะสมอาวุธเพื่อจะไปห้ำหั่นกับลูกศิษย์ของอาจารย์ดังอีกสำนักหนึ่ง ก็ข่าวรั่วไปเข้าหูเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็โดนข้อหาซ่องโจรกันไป เมื่อท่านพ้นคดีความ
 
    ท่านก็ไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ขณะไปบวชก็ยังไม่วายมีชาวบ้าน ชาวช่องลูกศิษย์ลูกหาไปหาอยู่เรื่อย จนวัดนี่ดูจะไม่เรียบร้อย ท่านเจ้าอาวาสปู่ใหญ่ ซึ่งเป็นอาจารย์ท่านด้วย ปู่ใหญ่นี่ท่านจะเป็นอาจารย์ที่เก่งทางด้านวิปัสนากรรฐาน ท่านก็บอกครูหนูว่าท่านสึกเถอะ ก่อนท่านจะสึกในช่วงนั้นวัดเกิดมีงานวัดฉายหนังกันอยู่ ท่านก็แสดงปาฐิหารย์เอามือตบจอหนัง ปรากฏว่าหนังฉายไม่เห็นตัวจอขาวจั๊ว เกิดเป็นเรื่องวุ่นวาย จนคนฉายหนังไปบอกปู่ใหญ่ ปู่ใหญ่บอกว่าไปบอกเค้าสิอยู่โน่นแนะเค้าเป็นคนทำ แล้วท่านก็สึกออกมา สำนักนี้ก็ไม่มีข้อห้ามอะไรมาก แต่ครูหนูท่านบอกห้ามด่าพ่อแม่ใครไม่ว่าพ่อแม่ใครตาม
 
    ประวัติที่หลายคนเล่ามาว่า ครูหนูท่านอยู่น้ำ ท่านจะไม่อาบน้ำเลยเป็นปี จะอาบก็ตอนที่ท่านจะไปพวกงานสำคัญเช่นงานบวชเท่านั้น เล่ากันว่าครูหนูนี่เนื้อตัวท่านแข็งเหมือนไม้กระดานเลย เวลาใช้ให้ลูกศิษย์นวดลูกศิษย์ก็เรียกว่าโถมกันทั้งตัว หรือขึ้นไปเหยียบบนตัว และเอามือยันเพดานเป็นรอยมือเต็มไปหมด ท่านยังไม่รู้สึกอะไรเลย นอนหลับเฉยเลย
 
    ในเรื่องวิชาเก้าเฮของ ครูหนูเล่าว่ามาจากแขกเคราแดง แขกเลี้ยงวัวผู้สืบทอดปัจจุบันจะมีใครบ้างก็ไม่อาจทราบได้ วิชาเก้าเฮนี่ลูกศิษย์บางคน ครูหนูก็ไม่ได้ครอบให้ ลูกศิษย์ลูกหาโดยมากก็จะท่องคาถากันได้อยู่แล้ว ก็สอนวิธีชักยันต์ต่อๆกัน ใครอยากชักยันต์เป็น ครูหนูก็จะบอกคนที่ชักเป็นแล้วว่าไปสอนให้มันหน่อย ลูกศิษย์บางคน ครูหนูท่านก็สักคาถาเฮ ไว้ให้ ครูหนูท่านจะสักหัวใจเฮเป็นภาษาแขกโบราณ บางคนก็จะสักหรือจารเป็นยันต์ให้ไว้ ยันต์นี่ก็คล้ายๆยันต์ชาตรีของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ แต่ของปู่หนูจะมีภาษาแขกกำกับไว้ และในตอนทำพิธีครอบครู ครูหนูจะมีอ่างซึ่งใส่พวกศาสตราอาวุธทุกๆอย่างลงไป เช่น หอก มีด ดาบ ง้าวต่างๆ ฯลฯ
 
    แล้วลูกศิษย์ก็ลงไปนั่งในนั้น แล้วก็จะทำพิธีเอาน้ำในนั้นลูบตัว แล้วท้ายสุดก็ยกหินทุ่มหลังสามครั้ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี ท่านบอกว่าต้องชักยันต์เข้าตัวทุกเช้า-เย็น ติดต่อกันเจ็ดปี จึงจะถ่ายทอดให้คนเป็นเรื่องเป็นราวได้ ซึ่งน้อยคนนัก ที่จะทำให้ครบได้ เวลาชักยันต์ก็จะแก้ผ้าหรือนุ่งผ้าขาวม้าหรือใส่เสื้อผ้าให้น้อยชิ้นที่สุด เพื่อตอนการชักยันต์ไม่ให้สะดุด ก่อนชักยันต์จะขึ้นเฮ ก็ให้ว่าคาถาแขกไหว้ครูแขกเสียก่อน การชักยันต์ก็จะมีทั้งลูกหนักลูกเบา ชักลูกหนักตัวเราก็จะเหมือนหินเวลาโดนกระทบก็จะเหมือนของแข็งเจอแข็ง ชักลูกเบาตัวเราก็จะอ่อนเวลาโดนกระทบตัวเราก็จะอ่อนนุ่ม แต่คนสมัยก่อนเล่าว่าถ้าเล่นลูกหนักมากก็จะเพี้ยนๆ เพราะไม่กลัวใคร บ้าไปเลยก็มีแต่ใครทำอะไรไม่ได้ ในช่วงหลังๆ จึงนิยมเล่นลูกเบาเสียมากกว่า

รูปภาพเพิ่มเติม

ภาพถ่ายบรมครูอาจารย์ หนู โตมร (บุญนาค)

www.หลวงปู่ทองวัดราชโยธา.com

    เรื่องราวชีวประวัติความเป็นมาของพระคุณเจ้าหลวงปู่ทอง อายะนะ วัดราชโยธา ( วัดลาดบัวขาว) และ เผยแพร่บารมีพระคุณเจ้าหลวงปู่ทอง เพื่อเป็นประโยชน์ใหักับประชาชน ที่เคารพรักและศรัทธาในหลวงปู่ทอง เข้ามาร่วมศึกษาค้นคว้าข้อมูลของท่าน

เนื้อหาสำคัญ

•ประวัติความเป็นมาวัดราชโยธา(วัดลาดบัวขาว)
•ประวัติเรื่องราวของพระคุณเจ้าหลวงปู่ทอง
•ประวัติเรื่องราวลูกศิษย์สายครูบาเกจิอาจารย์
•ประวัติเรื่องราวลูกศิษย์สายฆราวาส
•วัตถุมงคล (ศักดิ์สิทธิ์)
•วิธีศึกษาการดูพระแท้
•สถิติการเหมุนเวียนวัตถุมงคล